2009/Nov/28

เมื่อวานถามว่าพอใจมั้ย

วันนี้กลับรู้สึกพอดี

พรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเห็นด้วยกับความเห็นก่อนรึเปล่า

เค้าบอกว่าเกิดมาเป็นคนน่ะ ดีแล้ว บางคนบางเวลาก็คิดว่า ทำไมต้องมาเกิดเป็นอย่างนี้วะ
ภาวะจิตตกเข้าแทรก เฟลกันตั้งแต่เนิ่นๆ
เค้าบอกว่าเกิดเป็นคนน่ะ มีโอกาสได้สร้างบุญ เราคิดได้มากกว่าสัตว์ประเภทอื่นแล้ว เมื่อได้โอกาสแล้ว
ทำไมคิดว่ายังไม่มีโอกาส

เวรกรรม เรายังไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอก :D
ดราม่ากัน อารมณ์ ยึดตัวเองเป็นมั่น ความไม่เข้าใจเป็นเหตุ
แต่ที่แน่ๆ ถ้าคิด แล้วทำ แล้วมีเอฟเฟค มันก็กระจายต่อได้ แต่มันก็ผ่อนได้

ปัจจุบัน ยังเคว้ง flowไป เพราะไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรซักเท่าไหร่
อยากรอบคอบ รับผิดชอบอนาคต แต่ยังรับผิดชอบอดีตยังไม่หมด

อยู่กับสิ่งรอบข้าง พยายามจะเข้าใจตัวเอง ฝึกตัวเอง(ไม่ให้ขี้เกียจ 555)แต่ก็ยากแฮะ
สู้ๆเว้ยครับ!

ปล.ร้านชิมิอร่อยมาก!..........เอิ่ม -*- เกี่ยวอะไรเนี่ย
ปล.2 เพื่อนบอกไม่มีเวลาหรอกโลกนี้ มีแต่การเปลี่ยนแปลง

2009/Nov/19

WeAretheSuperlativeConspiracy
Bongo

เลือกหูฟังได้เข้ากับชื่อตัวเองมากๆ  :P

ครั้งแรกที่เห็นแอบตกใจ สีสวยมากมายอ่ะแต่....สีส้ม สดมากกกกกกเห็นแล้วกลัว
แต่สีน้ำตาลมันสวยทำไงได้ แถมแอบเก๋ตรงมีสายขาวคาดด้านหลังแถบหัวด้วย(ใครจะมามอง 55555)

ตัดสินใจถอยมานั่งเผา

แว่บเสียงแรก เสียงทุกย่านมาครบ แปลกประหลาด ระยะกว้าง แต่ไม่ใกล้ออกไปทางรอบนอกหน่อย
เสียงใสๆที่เราชอบยังมีอยู่แอบไม่เคลียร์เท่าไหร่ ได้กระพุ้งจากเบสมากล้อมแกล้ม(เอ้ะ คนละย่าน -*-)
แต่......เสียงอู้ได้อีก!
มิติกว้างโอเค มิติลึกไม่ค่อย เซอร์ราวด์ยังไม่เนียนเท่า HQ5 อันเก่าของฉาน T-T

เผามาซักระยะ เสียงยังรอบนอกเหมือนเดิม คาดว่าคงไม่เปลี่ยนแล้ว เสียงร้องคงถูกไปตลอด 555
เสียงอู้ๆเราว่าเริ่มหายแล้วล่ะ เผากันต่อไป

 

edit เพิ่ม

เผาไประยะนึงแล้ว เสียงโดยรวมดีขึ้นแต่ยังอู้อยู่
ระยะเริ่มลงตัว มีใกล้ ไกลมากกว่าตอนแรก ดูมีมิติกว่าเดิม แต่ก็ไม่กว้างเท่าไหร่
เสียงร้องที่ดูไกลๆตอนแรกก็ดูเด่นขึ้นมา เป็นสไตล์ที่ไว้ฟังเพลงป็อบเราว่าเข้าท่าเลย
พวกเสียงกระจุ๊กกระจิ๊ก น่ารักๆ ก็ฟังสนุกดี
เป็นตัวแรกที่หัดมาฟังแนวทุ้มหน่อยๆ แต่ใสไม่ขาดแต่ก็ไม่พริ้ว

2009/Nov/14

ความรู้สึกของการได้ดู Trailer ครั้งแรก     ขนลุกมากๆ ใจหนึ่งก็หวังให้คนหันมามองกันเข้าใจกันอย่างที่หนังอยากสื่อ อีกใจนึงก็คิดว่าหนังอะไรเนี่ยกล้ามากๆ

พยายามทำตัวให้ไม่รู้ข้อมูลของหนังเรื่องนี้มากที่สุด

และเมื่อได้ดู อยากบอกว่า เป็นหนังที่เดินเรื่องด้วย สเปเชียลเอฟเฟคที่โคตรตื่นตา(อันนี้รู้กันอยู่แล้ว) แต่ทุกๆฉากเราได้เห็นการเชื่อมโยงของตัวละคร แต่ละคนๆ มากกว่าปล่อยละเลยไปอย่างหนังหลายๆเรื่อง
เหมือนที่หนังบอก one date will UNITE US all  <<<<< USA ฮา

คนจน คนรวย เจ้านาย ลูกน้อง คนต่างชาติ คนต่างศาสนา

ครอบครัว

หนังเลือกเดินด้วยครอบที่มีรอยร้าวไม่ค่อยลงรอยซักเท่าไหร่ เปลือกโลกเลยกระเทาะๆ ค่อนแค่น ตามๆไป :P

>>>>>> ดูหนังเรื่องนี้แล้ นึกถึง the day the earth stood still ...... เราว่าหนังน่าจะชื่อนี้เหมาะกว่าอีกนะ 555

ภาพโมนาลิซ่า คงเปรียบได้ดีกับโลกใบนี้...โลกก็มีอายุ ไม่ต่างอะไรกับงานศิลป์ ที่คงอยู่ แต่ไม่ใช่สภาพเดิมอีกต่อไป
กร่อน...น่าจะเรียกอย่างนั้น
สุดท้ายไม่ว่าจะคน งานศิลป์ โลก ก็ไม่ต่างอะไรกัน เมื่อถึงวันสูญ มันก็ต้องสลาย

พื้นดินที่เราเคยคิดว่าแน่นหนาที่สุด ก็ต้องเปลี่ยนไป
ผืนน้ำแห่งนี้ จะเชื่อมเราด้วยกัน(แม้จะต้องกระแทก กระทบกระทั่งกันอย่างแรงไปบ้างก็เถอะ)

ใครที่คิดว่า ออ หนังเรื่องนี้ ก็เอาหลายๆเรื่องยำๆ แล้วก็โบลวให้มันใหญ่ขึ้นอีก ใช้เอฟเฟคอีกเยอะๆ ขายๆๆ ซึ่งจริง555
แต่หนังมีดีกว่าที่คิดเยอะเลย ทั้งบท การเล่าเรื่องลื่นไหล การใช้ภาพ ไดอะล็อกชวนคิด ได้ใจมาก (ขึ้นแท่น 555)
แต่จุดที่แอบผิดหวังคือ เอฟเฟค ที่เนียนบ้างไม่เนียนบ้างคละเคล้ากัน

แม้บทสรุปของหนังที่ดูจะทุนนิยมก็ทำให้เราเห็นเสี้ยวหนึ่งของความดีงามและให้อภัยอย่างเห็นอกเห็นใจ และ ฟีลกู๊ดได้อีก ตามสไตล์ของหนังแนวนี้(ผิดกับ Knowing ที่ทำให้เราได้เห็นความจริงในอีกมุมมองหนึ่ง)

เมื่อโลกล่มสลาย ยุคของพระศรีอารย์ จะมาถึง เราหวังให้เป็นอย่างนั้น

และคงหวังต่อไป

 

หรือ

ถ้าไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างน้อยเราก็หวังจะไม่ต้องเห็นหายนะ ที่คนทำกันเองกับคน มันไม่ต่างอะไรกับ 28 days later หรอก
เราฆ่ากันเอง แล้วโลกจะไม่ล่มสลายใช่มั้ย
เราฆ่ากันเอง แล้วโลกจะล่มสลาย ใช่มั้ย