ความรู้สึกของการได้ดู Trailer ครั้งแรก ขนลุกมากๆ ใจหนึ่งก็หวังให้คนหันมามองกันเข้าใจกันอย่างที่หนังอยากสื่อ อีกใจนึงก็คิดว่าหนังอะไรเนี่ยกล้ามากๆ
พยายามทำตัวให้ไม่รู้ข้อมูลของหนังเรื่องนี้มากที่สุด
และเมื่อได้ดู อยากบอกว่า เป็นหนังที่เดินเรื่องด้วย สเปเชียลเอฟเฟคที่โคตรตื่นตา(อันนี้รู้กันอยู่แล้ว) แต่ทุกๆฉากเราได้เห็นการเชื่อมโยงของตัวละคร แต่ละคนๆ มากกว่าปล่อยละเลยไปอย่างหนังหลายๆเรื่อง
เหมือนที่หนังบอก one date will UNITE US all <<<<< USA ฮา
คนจน คนรวย เจ้านาย ลูกน้อง คนต่างชาติ คนต่างศาสนา
ครอบครัว
หนังเลือกเดินด้วยครอบที่มีรอยร้าวไม่ค่อยลงรอยซักเท่าไหร่ เปลือกโลกเลยกระเทาะๆ ค่อนแค่น ตามๆไป :P
>>>>>> ดูหนังเรื่องนี้แล้ นึกถึง the day the earth stood still ...... เราว่าหนังน่าจะชื่อนี้เหมาะกว่าอีกนะ 555
ภาพโมนาลิซ่า คงเปรียบได้ดีกับโลกใบนี้...โลกก็มีอายุ ไม่ต่างอะไรกับงานศิลป์ ที่คงอยู่ แต่ไม่ใช่สภาพเดิมอีกต่อไป
กร่อน...น่าจะเรียกอย่างนั้น
สุดท้ายไม่ว่าจะคน งานศิลป์ โลก ก็ไม่ต่างอะไรกัน เมื่อถึงวันสูญ มันก็ต้องสลาย
พื้นดินที่เราเคยคิดว่าแน่นหนาที่สุด ก็ต้องเปลี่ยนไป
ผืนน้ำแห่งนี้ จะเชื่อมเราด้วยกัน(แม้จะต้องกระแทก กระทบกระทั่งกันอย่างแรงไปบ้างก็เถอะ)
ใครที่คิดว่า ออ หนังเรื่องนี้ ก็เอาหลายๆเรื่องยำๆ แล้วก็โบลวให้มันใหญ่ขึ้นอีก ใช้เอฟเฟคอีกเยอะๆ ขายๆๆ ซึ่งจริง555
แต่หนังมีดีกว่าที่คิดเยอะเลย ทั้งบท การเล่าเรื่องลื่นไหล การใช้ภาพ ไดอะล็อกชวนคิด ได้ใจมาก (ขึ้นแท่น 555)
แต่จุดที่แอบผิดหวังคือ เอฟเฟค ที่เนียนบ้างไม่เนียนบ้างคละเคล้ากัน
แม้บทสรุปของหนังที่ดูจะทุนนิยมก็ทำให้เราเห็นเสี้ยวหนึ่งของความดีงามและให้อภัยอย่างเห็นอกเห็นใจ และ ฟีลกู๊ดได้อีก ตามสไตล์ของหนังแนวนี้(ผิดกับ Knowing ที่ทำให้เราได้เห็นความจริงในอีกมุมมองหนึ่ง)
เมื่อโลกล่มสลาย ยุคของพระศรีอารย์ จะมาถึง เราหวังให้เป็นอย่างนั้น
และคงหวังต่อไป
หรือ
ถ้าไม่เป็นอย่างที่หวัง อย่างน้อยเราก็หวังจะไม่ต้องเห็นหายนะ ที่คนทำกันเองกับคน มันไม่ต่างอะไรกับ 28 days later หรอก
เราฆ่ากันเอง แล้วโลกจะไม่ล่มสลายใช่มั้ย
เราฆ่ากันเอง แล้วโลกจะล่มสลาย ใช่มั้ย